เทคโนโลยีแบบสวมใส่กับการปฏิบัติการในคลังสินค้า

Posted By: Admin

[vc_row][vc_column][vc_column_text css=”.vc_custom_1551687037050{padding-bottom: 20px !important;}”]ปัจจุบันเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่ (MOBILE TECHNOLOGY) ได้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจและการปฏิบัติการคลังสินค้าทั่วโลก ด้วยขนาดที่กระทัดรัด ราคาไม่แพง และง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันเทคโนโลยีอุปกรณ์แบบสวมใส่ (WEARABLE TECHNOLOGY) มีความทันสมัยมากขึ้น ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการใช้งานตลอดซัพพลายเชนที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

แม้เทคโนโลยีอุปกรณ์แบบสวมใส่ อย่าง หูฟัง (Voice Headset) เครื่องติดตาม (Tracking Units) และแอพพลิเคชั่นที่ใช้คู่กับอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกนำมาใช้งานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เทคโนโลยีอุปกรณ์แบบสวมใส่อันทันสมัยก็ยังคงไม่หยุดการพัฒนา ขณะเดียวกันยังได้ถูกพัฒนาเพื่อช่วยให้การปฏิบัติการคลังสินค้าสมัยใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง แว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) หรือที่รู้จักกันว่า AR ก็เตรียมเข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดเช่นกัน

นิตยสาร LM ฉบับนี้ จะเจาะลึกรายละเอียดของเทคโนโลยีแบบสวมใส่และการปฏิบัติการในคลังสินค้าของอุปกรณ์แต่ละชนิด

VOICE ASSISTANCE

เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียง (Voice Assistance) เป็นหนึ่งในกลุ่มอุปกรณ์ที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดในหมู่เทคโนโลยีชนิดนี้ ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรม เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้นานนับสิบปีแล้ว อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยอุปกรณ์ชนิดนี้ได้มีการนำมาใช้บอกทิศทางให้กับพนักงานในการหาตำแหน่ง จำนวน และสถานที่วางสิ่งของต่างๆ ภายในลังสินค้า โดยสามารถส่งข้อความเสียงเพื่อให้อุปกรณ์รายงานผลได้ทันทีผ่านหูฟัง หลังจากทได้มีการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ ERP ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานทราบถึงรายการสิ่งของในคลังสินค้าได้แบบเรียลไทม์[/vc_column_text][vc_single_image image=”3040″ img_size=”full” add_caption=”yes” alignment=”center” css=”.vc_custom_1551687147448{padding-bottom: 20px !important;}”][vc_column_text css=”.vc_custom_1551687046263{padding-bottom: 20px !important;}”]

โซลูชั่นการสั่งงานด้วยเสียงจำเป็นต้องได้รับการออกแบบเพื่อการใช้งานเฉพาะทางเช่นเดียวกับเทคโนโลยีแบบสวมใส่อื่นๆ อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกันกับเทคโนโลยีแบบสแกน ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือที่สามารถสแกนรหัส หรือเครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบสวมนิ้ว (Ring Scanner) ได้ กล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแก่เจ้าของธุรกิจที่ต้องการสร้างความคุ้นชินกับเทคโนโลยีแบบสวมใส่

HAND UNITS

สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ (Fitness Band) และนาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดผู้บริโภค อุปกรณ์เหล่านี้มีบทบาทในภาคธุรกิจมาก่อน โดยเฉพาะการปฏิบัติการในคลังสินค้า ทั้งเครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบสวมนิ้วและแบบสวมข้อมือถือเป็นการเปลี่ยนเครื่องสแกนบาร์โค้ดให้สามารถสวมใส่ได้แบบกระทัดรัด เพียงแค่ชี้มือหรือนิ้วไปที่สิ่งของนั้นๆ และกดปุ่มเพื่อสแกนบาร์โค้ด เท่านี้การทำงานในคลังสินค้าก็เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

[/vc_column_text][vc_single_image image=”3044″ img_size=”full” add_caption=”yes” alignment=”center” css=”.vc_custom_1551687123088{padding-bottom: 20px !important;}”][vc_column_text css=”.vc_custom_1551687101229{padding-bottom: 20px !important;}”]

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตช่วยให้การใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยที่ตลาดเทคโนโลยีแบบสวมใส่ยังคงเติบโตเพื่อขยายการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น โดยข้อมูลจากแต่ละหน่วยย่อยยังสามารถนำไปใช้ในซอฟต์แวร์จำลองเพื่อปรับปรุงคลังสินค้าให้เหมาะสม อีกทั้ง การทำงานของ GPS ในเครื่องมือเหล่านี้จะมีประโยชน์มากขึ้นหากเป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถปิดการทำงานของหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรได้อัตโนมัติหากมีการเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายต่อพนักงาน นอกจากนี้ ในอนาคตเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ (Biometric) ที่ใช้ข้อมูลทางชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ในการยืนยันตัวตนของพนักงาน อาจจะสามารถตรวจสอบและบ่งชี้ได้ว่าการปฏิบัติการหรือสถานการณ์แบบใดที่สุ่มเสี่ยงไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้

NEXT-GENERATION TECHNOLOGY

เทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะถือเป็นหลักชัยสำคัญสำหรับตลาดเทคโนโลยีแบบสวมใส่ ถึงแม้ว่าเป้าหมายในตอนแรกจะมุ่งไปที่กลุ่มผู้บริโภคเป็นหลัก แต่เทคโนโลยีนี้ก็ได้สร้างความน่าสนใจให้กับตลาดเทคโนโลยีแบบสวมใส่เช่นกัน

เนื่องจากแว่นตาอัจฉริยะได้ปูทางไปสู่โลกของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) สำหรับธุรกิจหลายประเภท ซึ่งช่วยยกระดับการติดต่อสื่อสารให้สามารถมองเห็นภาพจริงของอีกสถานที่หนึ่งผ่านแว่นตาด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่เสริมภาพและเสียง เทคโนโลยี AR พร้อมที่จะใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการในคลังสินค้า

[/vc_column_text][vc_single_image image=”3047″ img_size=”430×287″ add_caption=”yes” alignment=”center” css=”.vc_custom_1551687459514{padding-bottom: 20px !important;}”][vc_column_text css=”.vc_custom_1551687224114{padding-bottom: 20px !important;}”]ตัวอย่างของการนำแว่นตาอัจฉริยะและเทคโนโลยี AR ไปใช้ในการทำงาน เช่น พนักงานสามารถเห็นรายชื่อสินค้าที่ขณะใส่แว่นอัจฉริยะ เมื่อหยิบสินค้าชิ้นนั้นได้แล้ว แว่นจะทำการอ่านบาร์โค้ดและยืนยันว่าใช่สินค้าที่ต้องการหรือไม่ นอกจากนี้ ในการบรรจุสินค้าก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพนักงานจะได้รับการบอกเส้นทางที่ถูกต้องไปยังช่องทางเดินของชั้นสินค้าที่ต้องการและจุดที่ดีที่สุดแก่การวางสินค้านั้นๆ บนรถเข็น หรือในกรณีที่เกิดปัญหาระหว่างการทำงาน หัวหน้างานสามารถเข้าถึงการมองเห็นผ่านแว่นตาของพนักงานเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที[/vc_column_text][vc_single_image image=”3050″ img_size=”430×287″ add_caption=”yes” alignment=”center” css=”.vc_custom_1551687454776{padding-bottom: 20px !important;}”][vc_column_text css=”.vc_custom_1551687335805{padding-bottom: 20px !important;}”]THE DIGITAL WAREHOUSE

เทคโนโลยีทั้งหมดนี้นำไปสู่ระบบการจัดการคลังสินค้าแบบดิจิทัลเพื่อแทนที่ระบบการจัดการแบบเก่า ซึ่งจะช่วยลดกระบวนการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อนและลดข้อผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไม่ควรยึดติดกับระบบแบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ควรดำเนินการบริการจัดการระบบคลังสินค้าและซัพพลายเชนที่มีอยู่เดิมด้วย เพราะแน่นอนว่าธุรกิจมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีแบบสวมใส่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจมากมายก่อนที่จะเลือกใช้โซลูชั่นประเภทนี้เต็มรูปแบบ

เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีแบบสวมใส่จำเป็นต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ โดยต้องมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบสารสนเทศที่สามารถรองรับความต้องการทางธุรกิจที่มากขึ้น นอกจากนี้ การประเมินประโยชน์จากการใช้งานเทคโนโลยีแบบสวมใส่และเทคโนโลยีไร้สายให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำมาใช้งานอย่างเป็นประโยชน์และช่วยในการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจ e-commerce และการค้าปลีกออนไลน์นับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีแบบสวมใส่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจ e-commerce จะผลักดันให้เกิดความต้องการด้านการจัดการระบบคลังสินค้าที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลใน big data ยังจะช่วยให้การจัดวางตำแหน่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในคลังสินค้าและตลอดทั้งซัพพลายเชน[/vc_column_text][vc_single_image image=”3052″ img_size=”430×287″ add_caption=”yes” alignment=”center” css=”.vc_custom_1551687474807{padding-bottom: 20px !important;}”][vc_column_text css=”.vc_custom_1551687487649{padding-bottom: 20px !important;}”]แม้ว่าการนำเทคโนโลยีแบบสวมใส่ไปใช้ค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ แต่เราก็ได้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีชนิดนี้กันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างต้องใช้เวลา แต่การใช้งานอุปกรณ์แบบพกพาในคลังสินค้าแบบดิจิทัลนี่เองที่จะเชื่อมร้อยการทำงานของผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อนาคตของคลังสินค้าแบบดิจิทัลจะทำให้การปฏิบัติการของซัพพลายเชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการพัฒนาความสามารถในขั้นตอนการผลิต การเพิ่มผลิตผล ยกระดับประสิทธิภาพและเพิ่มความปลอดภัย เพื่อช่วยให้การทำงานในอนาคตเป็นไปอย่างชาญฉลาดมากขึ้น โดยใช้กำลังน้อยลง

บทความจาก: http://thai.logistics-manager.com[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

เอกสารที่ใช้สำหรับทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ที่คนทำ Shipping ต้องรู้

Posted By: Admin

[vc_row][vc_column][vc_column_text css=”.vc_custom_1519356238892{padding-bottom: 20px !important;}”]การนำเข้าและส่งออกสินค้าในปัจจุบัน จำเป็นจะต้องมีเอกสารต่างๆ สำหรับการดำเนินการในหลายๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกรมศุลกากร ตม. ท่าเรือ และอีกมากมาย ซึ่งคนทำธุรกิจ Shipping มือใหม่อาจจะสับสนได้ในช่วงแรก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ให้เห็นภาพว่าแต่ละเอกสารทำหน้าที่อะไร คืออะไร เพื่อที่จะสามารถจัดการและดำเนินเรื่องได้ง่ายขึ้น เมื่อถึงเวลาติดต่อธุรกิจจะสะดวกขึ้นมาก การทำ Shipping ในครั้งต่อๆ ไปก็จะสะดวก เรามาดูกันว่าเอกสารใดบ้างที่คนทำธุรกิจ Shipping จำเป็นต้องรู้

  • PO, Purchasing Order หรือใบสั่งซื้อสินค้า – ใบนี้คือใบที่ผู้นำเข้า (ผู้ซื้อสินค้า) จะส่งให้ผู้ส่งออก (ผู้ขาย) เพื่อเปิดออเดอร์สำหรับการสั่งซื้อ ปัจจุบันใบนี้จะลดบทบาทลงและกลายเป็นการเขียนอีเมลหรือเขียนใบ Inquiry ไปที่ผู้ขาย ซึ่งสามารถส่ง PI มาให้ได้เลย จะเห็นได้มากจากประเทศจีนโดยเฉพาะเว็บซื้อสินค้าดังๆ อย่าง Alibaba, dhgate.com คนทำ Shipping จะสะดวกขึ้นมาก
  • PI, Proforma Invoice – ใบนี้ได้กล่าวแล้วในข้อดังกล่าวว่าสามารถส่งใบ PI แทนที่ใบ PO ได้เลย ซึ่งใบ PI นี้จริงๆ คือใบเรียกเก็บเงิน ทำหน้าที่บอกราคาสินค้าโดยผู้ส่งออกจะออกใบนี้ให้กับผู้นำเข้า
  • PL, Packing List รายการบรรจุสินค้า – เป็นเอกสารสำหรับแจ้งว่าสินค้าใด ถูกบรรจุหรือ Packing มาแบบใด อยู่กล่องใด โดยใบนี้จะออกโดยผู้ส่งออก ฉะนั้นเหล่าบรรดา Shipping ควรต้องเก็บเอกสารนี้ไว้ให้ดี เพราะหากหายจะระบุสินค้าได้ยากมากจนเกิดความยุ่งยากและเสียเวลา
  • CI, Commercial invoice – ใบนี้เป็นเอกสารสำคัญมากๆ ที่บริษัท Shipping ทั้งหลายต้องเข้าใจและเรียนรู้ เพราะใบนี้เป็นเอกสารที่ผู้ส่งออกจะต้องออกใบนี้ให้กับผู้นำเข้า ใช้สำหรับแนบไปกับเอกสารอื่นเพื่อออกของกับกรมศุลกากร เสริมอีกนิดว่าในทางปฏิบัติเราอาจเจอปัญหาต่างๆ กับกรมศุลกากรได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี เรื่องการนำเข้า ฉะนั้นคนทำ Shipping ต้องเตรียมตัวให้พร้อมและหากเป็นไปได้ควรมีคนในบริษัทที่พร้อมเคลียร์หากมีปัญหา
  • B/L, Bill of lading ใบตราส่งสินค้าทางเรือ – ใบนี้เป็นอีกใบที่สำคัญมากๆ สำหรับคนทำ Shipping นั่นคือใบที่ผู้ส่งออกต้องให้ข้อมูลกับทางผู้ให้บริการขนส่ง (บริษัทขนส่ง) เพื่อออกเอกสารนี้ ส่วนผู้นำเข้าจะต้องใช้และผู้นำเข้าเองต้องตรวจแบบร่างก่อนที่จะออกตัวจริงเพื่อป้องกันความผิดพลาด
  • AWB, Airway Bill ใบตรางส่งทางอากาศ – คล้ายๆ กับใบตราส่งสินค้าทางเรือ เพียงแต่มีข้อมูลต่ากันบางส่วนเพราะขนส่งต่างกัน
  • D/O, Delivery order ใบปล่อยสินค้า – ใบนี้ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาย โดยผู้ที่จะออกใบนี้ให้คือผู้ให้บริารขนส่งระหว่างประเทศ ดังนั้นใบนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน ผู้ที่ทำธุรกิจ Shipping จำเป็นต้องดูรายละเอียดให้ดี
  • Export / Import entry ใบขนสินค้าขาออก / ขาเข้า – ใบนี้เป็นเอกสารสำหรับแจ้งข้อมูลสินค้าทั้งชนิด ราคา จำนวนให้กับกรมศุลกากรทราบ โดยนำไปคิดภาษีและจัดเก็บข้อมูลการนำเข้าส่งออกของเราได้ โดยดำเนินการโดย Shipping
  • Marine/Air Insurance ประกันภัยขนส่งสินค้า – ใบนี้สำคัญอย่างมากเช่นกัน โดยแนะนำว่าบริษัท Shipping ทุกเจ้าควรจะมีระบบประกันภายสินค้า โดยปกติประกันจะลดความเสียหายที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขนส่ง ซึ่งค่าป้องกันสูงสุดมักอยู่ที่ 90% ของมูลค่าสินค้า

CO, Certificate of Origin เอกสารยืนยันถิ่นกำเนิด เป็นใบที่แสดงว่า สินค้าผลิตจากที่ไหน วัตถุดิบที่ใช้ผลิตมาจากที่ใด เข้ากับข้อกำหนดการยกเว้นหรือลดภาษีหรือไม่ ปัจจุบันทุกประเทศมีสิทธิพิเศษทางภาษีแบบที่ต้องใช้ใบยืนยันถิ่นกำเนิดกันหมดแล้ว ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า รวมถึงบริษัท Shipping ต้องศึกษามากๆ เพราะสามารถลดต้นทุนนำเข้าและส่งออกได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว[/vc_column_text][vc_single_image image=”3025″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text css=”.vc_custom_1519356299545{padding-top: 20px !important;padding-bottom: 20px !important;}”]

และนี่คือเอกสารทั้งหมดที่คนทำธุรกิจ Shipping เหล่าบรรดาผู้ส่งออก นำเข้าต้องเรียนรู้ เพราะพื้นฐานนี้จำเป็นอย่างมากและเอกสารเหล่านี้จะใช้กันสม่ำเสมอ หากเราเข้าใจแล้วจะดำเนินธุรกิจและทำงานได้ง่ายขึ้นมาก

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

Fulfilment Center บริการที่ธุรกิจทั้งหลายน่าลองใช้

Posted By: Admin

[vc_row][vc_column][vc_column_text css=”.vc_custom_1519355690877{margin-top: -20px !important;}”]

รูปภาพจาก Nebraska Warehouse

[/vc_column_text][vc_column_text css=”.vc_custom_1519355655314{padding-top: 20px !important;padding-bottom: 20px !important;}”]หากใครกำลังทำธุรกิจอาจเคยได้ยินคำว่า ”Fulfilment Center” มาบ้าง Fulfulment Center เป็นส่วนหนึ่งของระบบคลังสินค้าและได้รับความนิยมจากธุรกิจหลายๆ แห่งพอสมควร ซึ่งจริงๆ แล้ว Fulfilment Center คือสถานที่ ที่รับสินค้าเข้ามาจากบริษัทในเครือ บริษัทลูก หรือจากพ่อค้าบริษัทใดๆ แล้วนำสินค้ามาจัดการใส่บรรจุภัณฑ์ บรรจุสินค้าลง Package และจัดส่งสินค้า หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า บริษัทไม่อยากบรรจุสินค้าลง Package และจัดส่งสินค้า จึงจ้าง Outsource หรือ Fulfilment Center จัดการขั้นตอนเหล่านี้ให้ พร้อมกับมี Warehouse ให้เก็บสินค้าได้ด้วย ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่ไม่มีพื้นที่มากพอจะสร้าง Warehouse หรือคิดค่าใช้จ่ายแล้วไม่คุ้มที่จะจัดส่งสินค้าหรือบรรจุสินค้าเอง (ซึ่งมีต้นทุนพอสมควร) ดังนั้นการพิจารณา Fulfilment Center จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ[/vc_column_text][vc_single_image image=”3016″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]

รูปภาพจาก bizjournals.com

[/vc_column_text][vc_column_text css=”.vc_custom_1519355902893{padding-top: 20px !important;padding-bottom: 20px !important;}”]ในปกติบริษัททั่วไปที่มีกำลังมากพอ จะมีคลังสินค้าเป็นของตัวเองสำหรับจัดเก็บสินค้า และมีแผนกบรรจุภัณฑ์ แผนกจัดส่ง ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้ามากๆ หรือสินค้าผลิตจากพ่อค้าเจ้าเดียวหรือสองสามเจ้า แต่ในปัจจุบันมีธุรกิจยุคใหม่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในหลากหลายประเภท และในแต่ละธุรกิจอาจมีสินค้าในปริมาณระดับหนึ่งซึ่งอาจไม่ได้มากมายในหลักหมื่นหรือหลักแสน มูลค่าธุรกิจก็ไม่ได้มากมาย จึงอาจไม่คุ้มที่จะสร้าง Warehouse เอง ยิ่งไปกว่านั้น หากธุรกิจใดมีสินค้ามากๆ ก็จริงแต่ยังเป็นธุรกิจเล็ก (อย่างเช่นร้านเสื้อผ้าที่ยอดขายเยอะๆ แต่เป็นร้านเล็กอยู่) การบรรจุสินค้าลงบรรจุภัณฑ์และการจัดสินค้าเพื่อจัดส่งจะใช้เวลามาก เนื่องจากเรามีพนักงานในมือน้อย หรือหากทำเองก็จะเสียเวลา เกิดค่าเสียโอกาสขึ้น ในกรณีนี้ การพิจารณาหา Fulfilment Center เพื่อให้บรรจุสินค้าลง Package และจัดส่งสินค้าจึงเป็นไอเด่ียที่น่าสนใจ นอกจากนี้ Fulfilment Center เองก็มักมาพร้อมกับคลังสินค้าซึ่งสะดวกสำหรับธุรกิจที่มีพื้นที่น้อยหรือไม่คุ้มทุนที่จะสร้างพื้นที่ทำคลังสินค้าหรือ Warehouse เอง ในปัจจุบันก็มีบริษัทมากมายที่มีบริการ Warehouse และเป็น Fulfilment Center สร้างความสะดวกให้กับบริษัทที่อาจไม่มีกำลังพอหรือไม่สะดวกสร้าง Warehouse หรือบรรจุสินค้าและจัดส่ง

เพราะฉะนั้นแล้ว บริษัทที่ควรใช้บริการ Fulfilment Center นั้นจะเป็นบริษัทที่อาจมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ไม่ได้มีพื้นที่มากๆ หรือทุนหนาๆ แต่มีปริมาณสินค้าไหลเข้าจำนวนมากจนทำให้ไม่สะดวกในการบรรจุลงบรรจุภัณฑ์และจัดส่งสินค้าเอง (สินค้าเยอะจนอาจทำไม่ทัน) การที่จะทำเองก็เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมาก ในกรณีนี้ การพิจารณาเลือกใช้ Fulfilment Center น่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาได้ดีกว่า

เรามาสรุปเหตุผลกันว่าทำไมจึงควรใช้ Fulfilment Center กัน

  1. ประหยัดเวลา – ขั้นตอนการบรรจุสินค้าและจัดส่งเป็นขั้นตอนที่ต้องทำด้วยแรงคน (ในกรณีนี้ธุรกิจที่ไม่ได้มีเครื่องจักร) ซึ่งเสียเวลามากและอาจเสียโอกาสนำเวลานั้นไปขายสินค้าหรือคิดพัฒนาธุรกิจได้อีก การใช้บริการ Fulfilment Center จะประหยัดเวลาส่วนนี้ไปได้มากเพราะบริษัทมักมีเครื่องจักรและแรงงานคนจำนวนมาก
  2. ประหยัดค่าใช้จ่าย – การทำ Fulfilment center นั่นหมายถึงต้องมีคลังสินค้าเก็บ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่มีทุนไม่มากอาจไม่สะดวก ส่วนเรื่องการจัดส่ง การบรรจุสินค้านั้นมีค่าใช้จ่ายสูง หากบริษัทมีทุนไม่มากพอหรือไม่เชี่ยวชาญ จะทำให้กำไรสินค้าหายไปจากการจัดส่ง ฉะนั้นการพิจารณาเลือก Fulfilment Center เพื่อลดค่าใช้จ่ายจะน่าสนใจกว่า

[/vc_column_text][vc_single_image image=”3017″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]

รูปภาพจาก amazon.com

[/vc_column_text][vc_column_text css=”.vc_custom_1519356090290{padding-top: 20px !important;padding-bottom: 20px !important;}”]อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการเลือกบริษัทที่จะใช้บริการ Warehouse และ Fulfilment Center เพราะปัจจุบันมีบริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายซึ่งมีคุณลักษณะที่ต่างกัน ในฐานะเจ้าของธุรกิจควรพิจารณาและเลือกบริษัทที่ควรใช้บริการดังนี้

  1. ทำเลที่ตั้ง – การจัดส่งสินค้ามีต้นทุนเสมอ หากที่ตั้งของบริษัท Fulfilment Center อยู่ไกลเมืองหรือไกลลูกค้ามากจนเกินไป จะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูง และนั่นส่งผลต่อต้นทุนสินค้าของเราโดยตรง ฉะนั้นควรเลือก Fulfilment Center ที่อยู่ใกล้ลูกค้าส่วนใหญ่ของคุณจะดีกว่า ค่าขนส่งก็จะไม่มาก
  2. ระบบ Tracking ตรวจสอบที่สะดวก – เนื่องจากงานเหล่านี้เป็นงานแรงงานที่กินเวลา มีขั้นตอนแน่นอนและใช้แรงงานคนและเครื่องจักรผสมกัน (เช่นใช้เครื่องจักรบรรจุสินค้าและคนขับรถไปสู่ลูกค้า) หากมีระบบออนไลน์ที่สามารถ Track ได้ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนใด ก็จะสะดวกกับบริษัทอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถรู้วันจัดส่งอย่างแน่นอน บอกลูกค้าได้และสามารถวางแผนเกี่ยวกับสินค้าได้อย่างดี
  3. คลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ – การบรรจุสินค้าและจัดส่งสินค้า หมายถึงว่าบริษัท Fulfilment Center จะต้องมี Warehouse หรือคลังสินค้าพร้อมให้บริการด้วย เพราะจะต้องจัดเก็บสินค้าไว้จนกระทั่งรอออเดอร์จากลูกค้าจึงจัดส่ง หรือเก็บสินค้าสต๊อกไว้บ้างบางส่วน ซึ่งหากบริษัทที่ดีจะมีขนาดใหญ่พอที่จะเก็บสินค้าได้ รองรับสินค้าทุกประเภท มีระบบจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ อาจรองรับการจัดเก็บสินค้าแบบ “วางเรียงบนพื้น” และ “เก็บบนชั้นวาง” ได้ตามความต้องการอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือ Fulfilment Center ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในวงการธุรกิจและธุรกิจหลายๆแห่งควรพิจารณาและนำมาใช้กับบริษัทตัวเองเพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนและบริหารเวลาได้อย่างดี[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

Fulfilment Center บริการที่ธุรกิจทั้งหลายน่าลองใช้

Posted By: Admin

[vc_row][vc_column][vc_column_text css=”.vc_custom_1519355690877{margin-top: -20px !important;}”]

รูปภาพจาก Nebraska Warehouse

[/vc_column_text][vc_column_text css=”.vc_custom_1519355655314{padding-top: 20px !important;padding-bottom: 20px !important;}”]หากใครกำลังทำธุรกิจอาจเคยได้ยินคำว่า ”Fulfilment Center” มาบ้าง Fulfulment Center เป็นส่วนหนึ่งของระบบคลังสินค้าและได้รับความนิยมจากธุรกิจหลายๆ แห่งพอสมควร ซึ่งจริงๆ แล้ว Fulfilment Center คือสถานที่ ที่รับสินค้าเข้ามาจากบริษัทในเครือ บริษัทลูก หรือจากพ่อค้าบริษัทใดๆ แล้วนำสินค้ามาจัดการใส่บรรจุภัณฑ์ บรรจุสินค้าลง Package และจัดส่งสินค้า หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า บริษัทไม่อยากบรรจุสินค้าลง Package และจัดส่งสินค้า จึงจ้าง Outsource หรือ Fulfilment Center จัดการขั้นตอนเหล่านี้ให้ พร้อมกับมี Warehouse ให้เก็บสินค้าได้ด้วย ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่ไม่มีพื้นที่มากพอจะสร้าง Warehouse หรือคิดค่าใช้จ่ายแล้วไม่คุ้มที่จะจัดส่งสินค้าหรือบรรจุสินค้าเอง (ซึ่งมีต้นทุนพอสมควร) ดังนั้นการพิจารณา Fulfilment Center จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ[/vc_column_text][vc_single_image image=”3016″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]

รูปภาพจาก bizjournals.com

[/vc_column_text][vc_column_text css=”.vc_custom_1519355902893{padding-top: 20px !important;padding-bottom: 20px !important;}”]ในปกติบริษัททั่วไปที่มีกำลังมากพอ จะมีคลังสินค้าเป็นของตัวเองสำหรับจัดเก็บสินค้า และมีแผนกบรรจุภัณฑ์ แผนกจัดส่ง ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้ามากๆ หรือสินค้าผลิตจากพ่อค้าเจ้าเดียวหรือสองสามเจ้า แต่ในปัจจุบันมีธุรกิจยุคใหม่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในหลากหลายประเภท และในแต่ละธุรกิจอาจมีสินค้าในปริมาณระดับหนึ่งซึ่งอาจไม่ได้มากมายในหลักหมื่นหรือหลักแสน มูลค่าธุรกิจก็ไม่ได้มากมาย จึงอาจไม่คุ้มที่จะสร้าง Warehouse เอง ยิ่งไปกว่านั้น หากธุรกิจใดมีสินค้ามากๆ ก็จริงแต่ยังเป็นธุรกิจเล็ก (อย่างเช่นร้านเสื้อผ้าที่ยอดขายเยอะๆ แต่เป็นร้านเล็กอยู่) การบรรจุสินค้าลงบรรจุภัณฑ์และการจัดสินค้าเพื่อจัดส่งจะใช้เวลามาก เนื่องจากเรามีพนักงานในมือน้อย หรือหากทำเองก็จะเสียเวลา เกิดค่าเสียโอกาสขึ้น ในกรณีนี้ การพิจารณาหา Fulfilment Center เพื่อให้บรรจุสินค้าลง Package และจัดส่งสินค้าจึงเป็นไอเด่ียที่น่าสนใจ นอกจากนี้ Fulfilment Center เองก็มักมาพร้อมกับคลังสินค้าซึ่งสะดวกสำหรับธุรกิจที่มีพื้นที่น้อยหรือไม่คุ้มทุนที่จะสร้างพื้นที่ทำคลังสินค้าหรือ Warehouse เอง ในปัจจุบันก็มีบริษัทมากมายที่มีบริการ Warehouse และเป็น Fulfilment Center สร้างความสะดวกให้กับบริษัทที่อาจไม่มีกำลังพอหรือไม่สะดวกสร้าง Warehouse หรือบรรจุสินค้าและจัดส่ง

เพราะฉะนั้นแล้ว บริษัทที่ควรใช้บริการ Fulfilment Center นั้นจะเป็นบริษัทที่อาจมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ไม่ได้มีพื้นที่มากๆ หรือทุนหนาๆ แต่มีปริมาณสินค้าไหลเข้าจำนวนมากจนทำให้ไม่สะดวกในการบรรจุลงบรรจุภัณฑ์และจัดส่งสินค้าเอง (สินค้าเยอะจนอาจทำไม่ทัน) การที่จะทำเองก็เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมาก ในกรณีนี้ การพิจารณาเลือกใช้ Fulfilment Center น่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาได้ดีกว่า

เรามาสรุปเหตุผลกันว่าทำไมจึงควรใช้ Fulfilment Center กัน

  1. ประหยัดเวลา – ขั้นตอนการบรรจุสินค้าและจัดส่งเป็นขั้นตอนที่ต้องทำด้วยแรงคน (ในกรณีนี้ธุรกิจที่ไม่ได้มีเครื่องจักร) ซึ่งเสียเวลามากและอาจเสียโอกาสนำเวลานั้นไปขายสินค้าหรือคิดพัฒนาธุรกิจได้อีก การใช้บริการ Fulfilment Center จะประหยัดเวลาส่วนนี้ไปได้มากเพราะบริษัทมักมีเครื่องจักรและแรงงานคนจำนวนมาก
  2. ประหยัดค่าใช้จ่าย – การทำ Fulfilment center นั่นหมายถึงต้องมีคลังสินค้าเก็บ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่มีทุนไม่มากอาจไม่สะดวก ส่วนเรื่องการจัดส่ง การบรรจุสินค้านั้นมีค่าใช้จ่ายสูง หากบริษัทมีทุนไม่มากพอหรือไม่เชี่ยวชาญ จะทำให้กำไรสินค้าหายไปจากการจัดส่ง ฉะนั้นการพิจารณาเลือก Fulfilment Center เพื่อลดค่าใช้จ่ายจะน่าสนใจกว่า

[/vc_column_text][vc_single_image image=”3017″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]

รูปภาพจาก amazon.com

[/vc_column_text][vc_column_text css=”.vc_custom_1519356090290{padding-top: 20px !important;padding-bottom: 20px !important;}”]อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการเลือกบริษัทที่จะใช้บริการ Warehouse และ Fulfilment Center เพราะปัจจุบันมีบริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายซึ่งมีคุณลักษณะที่ต่างกัน ในฐานะเจ้าของธุรกิจควรพิจารณาและเลือกบริษัทที่ควรใช้บริการดังนี้

  1. ทำเลที่ตั้ง – การจัดส่งสินค้ามีต้นทุนเสมอ หากที่ตั้งของบริษัท Fulfilment Center อยู่ไกลเมืองหรือไกลลูกค้ามากจนเกินไป จะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูง และนั่นส่งผลต่อต้นทุนสินค้าของเราโดยตรง ฉะนั้นควรเลือก Fulfilment Center ที่อยู่ใกล้ลูกค้าส่วนใหญ่ของคุณจะดีกว่า ค่าขนส่งก็จะไม่มาก
  2. ระบบ Tracking ตรวจสอบที่สะดวก – เนื่องจากงานเหล่านี้เป็นงานแรงงานที่กินเวลา มีขั้นตอนแน่นอนและใช้แรงงานคนและเครื่องจักรผสมกัน (เช่นใช้เครื่องจักรบรรจุสินค้าและคนขับรถไปสู่ลูกค้า) หากมีระบบออนไลน์ที่สามารถ Track ได้ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนใด ก็จะสะดวกกับบริษัทอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถรู้วันจัดส่งอย่างแน่นอน บอกลูกค้าได้และสามารถวางแผนเกี่ยวกับสินค้าได้อย่างดี
  3. คลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ – การบรรจุสินค้าและจัดส่งสินค้า หมายถึงว่าบริษัท Fulfilment Center จะต้องมี Warehouse หรือคลังสินค้าพร้อมให้บริการด้วย เพราะจะต้องจัดเก็บสินค้าไว้จนกระทั่งรอออเดอร์จากลูกค้าจึงจัดส่ง หรือเก็บสินค้าสต๊อกไว้บ้างบางส่วน ซึ่งหากบริษัทที่ดีจะมีขนาดใหญ่พอที่จะเก็บสินค้าได้ รองรับสินค้าทุกประเภท มีระบบจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ อาจรองรับการจัดเก็บสินค้าแบบ “วางเรียงบนพื้น” และ “เก็บบนชั้นวาง” ได้ตามความต้องการอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือ Fulfilment Center ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในวงการธุรกิจและธุรกิจหลายๆแห่งควรพิจารณาและนำมาใช้กับบริษัทตัวเองเพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนและบริหารเวลาได้อย่างดี[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]